Class Diagram 1. พิจารณาที่ละ Use Case โดยยังไมตองคํานึงถึงความสัมพันธที่แตละ Use Case มีตอกัน 2. พิจารณาที่ละ Use Case วามี Class หรือ Object ใดรวมทําใหเกิดกิจกรรมใน Use Case นั้นๆ บาง 3.นําเอา Class หรือ Object ตางๆ มาเรียงตอกันในแนวนอน (รูป Sequence Diagram) โดย ใหนํา Actor (ในกรณีที่ Use Case นั้นมี Actor ดวย) ไวที่ดานซายมือสุดเสมอ แลวนําเอา Class หรือ Object ตางๆ เรียงตอกันจากซายไปขวา (แลวแตความเหมาะสม) 4. หาก Use Case นั้นมี Actor โดยปกติแลวกิจกรรมแรกที่ถูกเรียกมักจะเกิดจาก Actor กอน เสมอ ดังนั้นเมื่อเกิดกิจกรรมไปที่ Class หรือ Object ใด ใหยาย Class หรือ Object นั้นมาทาง ซาย ทําเชนนี้เรื่อยๆ จนกระทั่งกิจกรรมทั้งหมดครบถวน
Function นั้นๆ ลงไปที่ Class นั้นใน Class Diagram 6. หากตองมีการเพิ่ม Class ใหมเขาไปใน Sequence Diagram ตองเขาไปเพิ่มเติม Class นั้น และ Relationship ที่มีทั้งหมดใน Class Diagram ดวย (แต Class ที่เพิ่ม เขาไปนั้น เปน Class เพื่อจําลองกิจกรรมที่เกิดขึ้นจริงๆ ของระบบเทานั้น ไมใช Class เพื่อการ Implement เชน User Interface ตางๆ) 7. การสรางความสัมพันธของ Sequence Diagram จาก Use Case ที่มีการ Uses ทําไดโดยการนํา Class และกิจกรรมที่เกิดขึ้นใน Use Case ที่ถูก Use มาแทรกเขาไป ใน Use Case ที่เรียกใช และใชกิจกรรมเพื่อเชื่อมโยง Sequence Diagram ทั้งสอง 8. การสรางความสัมพันธของ Sequence Diagram จาก Use Case ที่มีการ Extends ทําไดโดยนํา Class และกิจกรรมที่เกิดขึ้นใน Use Case ที่ Extend มาแทรกเขาไปใน Use Case ที่ถูก Extend และ ใชกิจกรรมเพื่อเชื่อมโยง Sequence Diagram ทั้งสอง
Internet ดวยอาจตองมีสัญลักษณ เฉพาะเพื่อใชแทนเครือขาย Internet (ปกติเปนรูปเมฆ) ซึ่งสัญลักษณ ที่เพิ่มเขา มาใหมนี มักจะมีเพิ่มขึ่นตลอดเวลาตามการพัฒนาของเทคโนโลยี Symbol